เครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web : WWW)
เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่ายใยแมงมุมได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดีย ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน และกลายเป็นแหล่งทรัพยากรของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่ง
เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร (Text Mode) เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเอง
จนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เว็บเพจ (Web Page) คือ หน้าเอกสารเว็บ (Web) แต่ละหน้าที่สามารถเชื่อมโยงกันได้เปรียบเสมือนหน้าของหนังสือที่เราอ่านแต่ละหน้า
เว็บไซต์ (Web Site) คือ หน้าเว็บเพจหลาย ๆ หน้า นำมารวมกันเปรียบได้กับหนังสือ 1 เล่ม ที่ประกอบด้วยหน้าของหนังสือหลาย ๆ หน้า
โฮมเพจ (Home Page) คือ หน้าแรกของเว็บไซต์ (Web Site) เปรียบได้กับปกหนังสือที่จะอยู่ที่หน้าแรกสุดก่อนที่จะเปิดเข้าไปอ่านเนื้อหาของหนังสือเล่มนั้น ๆ
โปรโตคอล (Protocol) หมายถึง มาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น http, ftp หรือ pop เป็นต้น
หมายเลขประจำเครื่อง (IP Address)
หมายเลขประจำเครื่อง หรือที่อยู่(address) ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแต่ละคน จะมีที่อยู่ประจำเครื่อง ซึ่งกำหนดเป็นตัวเลขระบุตำแหน่ง เช่น 202.44.202.22 เป็นต้น แต่ระบบตัวเลขนี้จะสามารถจดจำได้ยาก และไม่สื่อความหมายต่อผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นระบบตั้งชื่อที่ง่ายต่อการจดจำและสื่อให้เข้ากับงานเรียกว่า
DNS(Domain Name System)โดยเรียงลำดับความสำคัญ ของชื่อจากขวาไปซ้าย เช่น202.244.3202.422 1www.2tu.3ac.4th
1. www มาจาก World Wide Web
2. tu มาจาก Thammasat University
3. Ac มาจาก Academic (ด้านวิชาการ)
4. Th มาจาก Thailand (ชื่แประเทศ)
หลักในการตั้ง DNS มีหลักการดังนี้
· ชื่อทางขวาสุดจะบอกชื่อประเทศ เช่น th-ประเทศไทย ,uk-ประเทศอังกฤษ , ca-ประเทศแคนาดา
· ลำดับถัดจากชื่อประเทศเป็นลักษณะการดำเนินงานขององค์กร คือ com = Commercial = ใช้ในกิจการธุรกิจการค้า บริษัท ห้างร้าน
edu = Education = ใช้ในสถาบันการศึกษา
gov = Government = ใช้ในหน่วยงานราชการ
edu = Education = ใช้ในสถาบันการศึกษา
gov = Government = ใช้ในหน่วยงานราชการ
ลำดับถัดมาจากขวา เช่น
ac = Academic = สถาบันการศึกษา
co = Commercial = องศ์กรภาคเอกชน
go = Government = หน่วยงานราชการ
or = Organization = องศ์กรรัฐวิสาหกิจ
net = Network = องศ์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย
โดเมนเนม (Domain Name)
โดเมนเนม คือ คำสามัญที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้แทนที่ตัวเลขบอกตำแหน่งที่ตั้งของเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต
(IP address) เพื่อให้ผู้คนทั่วไปรู้จักและจดจำเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากตัวเลข IP Address นั้น จดจำได้ยากกว่า โดยองค์กรกลางที่ควบคุมการจดทะเบียน Domain Name คือ Internet Corporation for Assigned Names and Number (ICANN) ของสหรัฐอเมริกา
Top Level Domain Name คือโดเมนเนมที่สามารถจดได้ทั่วโลก นามสกุล Top Level Domain Name ที่พบบ่อยได้แก่.com .net .org
Local Domain Name คือโดเมนเนมที่จดตามสังกัดของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้น ควบคุมโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและบริษัทที่ดูแลการจดทะเบียนภายใต้ .th คือ THNIC ตัวอย่าง Local Domain Name ที่พบบ่อยได้แก่ .co.th .in.th .ac.th
ข้อกำหนดในการตั้งชื่อโดเมนเนม
1. ชื่อโดเมนจะต้องประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ (ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กถือเป็นตัวเดียวกัน)หรือตัวเลข (0-9) เท่านั้น
2. สามารถใช้ตัวอักษรได้สูงสุดไม่เกิน 67 ตัวอักษร
3. อักขระพิเศษ สามารถใช้ได้เพียงเครื่องหมายยัติภังค์ เครื่องหมายขีดสั้นๆ
ที่ใช้เชื่อมคำผสมหรือขีดกลาง (-) นอกจากนี้แล้วไม่สามารถใช้อักขระพิเศษอื่นๆ ได้
4. ห้ามเว้นวรรคระหว่างชื่อ
5. ระยะเวลาในการจดทะเบียนเริ่มตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และสามารถจดได้นานที่สุด 10 ปี
โครงสร้างของระบบ Domain Name
DNS ทำหน้าที่คล้ายสมุดโทรศัพท์คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คนนั้นก็จะเปิดสมุดโทรศัพท์ดู เพื่อค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของคนที่ต้องการติดต่อ คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการสื่อสารด้วยกับ DNS server วึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าวในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้โฮสต์ดังกล่าว ทราบ ระบบ DNS แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1. Name Resolvers : ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจุดประสงค์หลักของ DNS คือการแปลงชื่อคอมพิวเตอร์ ให้เป็นหมายเลข IP ในเทอมของ DNS แล้วเครื่องไคลเอนท์ที่ต้องการสอบถามหมายเลข IP จะเรียกว่า "รีโซล์ฟเวอร์ (resolver)"วอฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นรีโซล์ฟเวอร์นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรืออาจจะเป็นไลบรารีที่มีอยู่ในเครื่องไคลเอนท์
2. Domain Name Space : ฐานข้อมูลระบบ DNS มีโครงสร้างเป็นต้นไม้ ซึ่งจะเรียกว่า "โดเมนเนมสเปซ (Domain Name Space)" แต่ละโดเมนจะมีชื่อและสามารถมีโดเมนย่อยหรือซับโดเมน (Subdomain) การเรียกชื่อจะใช้จุด ( .) เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างโดเมนหลักและโดเมนย่อย
3. Name Servers : เนมเซิร์ฟเวอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมที่จัดการฐานข้อมูลบางส่วนของระบบ DNSเนมเซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับการร้องขอทันทีโดยการค้นหาข้อมูลในฐานของมูลตัวเอง หรือจะส่งต่อการร้องขอ ไปยังเนมเซิร์ฟเวอร์อื่น ถ้าเนมเซิร์ฟเวอร์มีเร็คคอร์ดของส่วนของโดเมน แสดงว่า เนมเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นเจ้าของโดเมนนั้น (Authoritative) ถ้าไม่มีก็จะเรียกว่า Non-Authoritative
ac = Academic = สถาบันการศึกษา
co = Commercial = องศ์กรภาคเอกชน
go = Government = หน่วยงานราชการ
or = Organization = องศ์กรรัฐวิสาหกิจ
net = Network = องศ์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย
โดเมนเนม (Domain Name)
โดเมนเนม คือ คำสามัญที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้แทนที่ตัวเลขบอกตำแหน่งที่ตั้งของเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต
(IP address) เพื่อให้ผู้คนทั่วไปรู้จักและจดจำเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากตัวเลข IP Address นั้น จดจำได้ยากกว่า โดยองค์กรกลางที่ควบคุมการจดทะเบียน Domain Name คือ Internet Corporation for Assigned Names and Number (ICANN) ของสหรัฐอเมริกา
Top Level Domain Name คือโดเมนเนมที่สามารถจดได้ทั่วโลก นามสกุล Top Level Domain Name ที่พบบ่อยได้แก่.com .net .org
Local Domain Name คือโดเมนเนมที่จดตามสังกัดของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้น ควบคุมโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและบริษัทที่ดูแลการจดทะเบียนภายใต้ .th คือ THNIC ตัวอย่าง Local Domain Name ที่พบบ่อยได้แก่ .co.th .in.th .ac.th
ข้อกำหนดในการตั้งชื่อโดเมนเนม
1. ชื่อโดเมนจะต้องประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ (ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กถือเป็นตัวเดียวกัน)หรือตัวเลข (0-9) เท่านั้น
2. สามารถใช้ตัวอักษรได้สูงสุดไม่เกิน 67 ตัวอักษร
3. อักขระพิเศษ สามารถใช้ได้เพียงเครื่องหมายยัติภังค์ เครื่องหมายขีดสั้นๆ
ที่ใช้เชื่อมคำผสมหรือขีดกลาง (-) นอกจากนี้แล้วไม่สามารถใช้อักขระพิเศษอื่นๆ ได้
4. ห้ามเว้นวรรคระหว่างชื่อ
5. ระยะเวลาในการจดทะเบียนเริ่มตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และสามารถจดได้นานที่สุด 10 ปี
โครงสร้างของระบบ Domain Name
DNS ทำหน้าที่คล้ายสมุดโทรศัพท์คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คนนั้นก็จะเปิดสมุดโทรศัพท์ดู เพื่อค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของคนที่ต้องการติดต่อ คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการสื่อสารด้วยกับ DNS server วึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าวในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้โฮสต์ดังกล่าว ทราบ ระบบ DNS แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1. Name Resolvers : ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจุดประสงค์หลักของ DNS คือการแปลงชื่อคอมพิวเตอร์ ให้เป็นหมายเลข IP ในเทอมของ DNS แล้วเครื่องไคลเอนท์ที่ต้องการสอบถามหมายเลข IP จะเรียกว่า "รีโซล์ฟเวอร์ (resolver)"วอฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นรีโซล์ฟเวอร์นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรืออาจจะเป็นไลบรารีที่มีอยู่ในเครื่องไคลเอนท์
2. Domain Name Space : ฐานข้อมูลระบบ DNS มีโครงสร้างเป็นต้นไม้ ซึ่งจะเรียกว่า "โดเมนเนมสเปซ (Domain Name Space)" แต่ละโดเมนจะมีชื่อและสามารถมีโดเมนย่อยหรือซับโดเมน (Subdomain) การเรียกชื่อจะใช้จุด ( .) เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างโดเมนหลักและโดเมนย่อย
3. Name Servers : เนมเซิร์ฟเวอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมที่จัดการฐานข้อมูลบางส่วนของระบบ DNSเนมเซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับการร้องขอทันทีโดยการค้นหาข้อมูลในฐานของมูลตัวเอง หรือจะส่งต่อการร้องขอ ไปยังเนมเซิร์ฟเวอร์อื่น ถ้าเนมเซิร์ฟเวอร์มีเร็คคอร์ดของส่วนของโดเมน แสดงว่า เนมเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นเจ้าของโดเมนนั้น (Authoritative) ถ้าไม่มีก็จะเรียกว่า Non-Authoritative
รูปภาพ โครงสร้างของระบบ Domain Name
ลักษณะของ Domain Name
ส่วนที่ 1 ชื่อของการให้บริการ www คือ การให้บริการแบบเครือข่ายใยแมงมุมที่มีการเชื่อมโยงเอกสารไปได้ทั่วโลก
ส่วนที่ 2 ชื่อของเว็บไซต์ โดยส่วนมากมักจะใช้ชื่อของหน่วยงาน องค์กร หรือชื่ออื่นใดก็ได้ตามความต้องการ
ส่วนที่ 3 ประเภทของโดเมนเนม (Domain Name)
โดเมนเนม (Domain Name) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. Organization Domains โดเมนเนม 2 ระดับ แสดงถึงองค์กร หรือหน่วยงาน
มีลักษณะดังนี้ เช่น www.thai2learn.com , www.berkeley.edu , www.pladib.net
2.Geographical Domains โดเมนเนม 3 ระดับ มีลักษณะดังนี้ www.google.co.th ,www.nvc-korat.ac.th ซึ่งจะแตกต่างจากรูปแบบของ 2 ระดับ คือ หลังจากบอกประเภทขององค์กรแล้วจะตามด้วยชื่อประเทศที่ตั้งขององค์กรนั้น
วิธีการจดทะเบียน Domain Name
วิธีการจดทะเบียนโดเมนเนม (Domain Name) นั้น สามารถกระทำผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือสามารถขอจดทะเบียนผ่านทางบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ โดยถ้าต้องการจดโดเมนเนมแบบ Geographical Domains ก็จะสามารถจดทะเยียนผ่านทาง www.thnic.net แต่ถ้าต้องการจดทะเบียนเป็นแบบ Organization Domains ก็สามารถเลือกจดทะเบียนได้ตามเว็บไซต์ที่เป็นตัวแทน เช่น www.netdesignhost.com
ตัวอย่าง : ขั้นตอนในการจดทะเยียนโดเมนเนมแบบ Organization Domains มีดังต่อไปนี้
1. พิมพ์ www.whois.net
2. เลือกเมนู Domain Name
3. พิมพ์ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ เพื่อตรวจสอบว่าชื่อนี้มีการจดทะเยียนหรือยัง ถ้ามีการจดทะเยียนไปแล้ว เราจะต้องใช้ชื่อใหม่เพราะไม่สามารถที่จะจดทะเยียนด้วยชื่อที่ซ้ำกันได้
4. ถ้าชื่อโดเมนเนมที่เราได้ขอตรวจสอบไปนั้นยังไม่มีผู้ใดใช้อยู่จะแสดงชื่อ เพื่อให้เลือกประเภทขององค์กรที่ต้องการ เช่น kulrapee.com,kulrapee.org,kulrapee.net
5. ให้กำหนด Username และ Password ที่ต้องการใช้ในการจดทะเบียนโดเมนเนม
6. กรอกข้อมูลการลงทะเบียน
7. แสดงข้อมูลการลงทะเบียนมาให้ตรวจสอบอีกครั้ง
8. แสดงรายละเอียดการชำระเงินค่าจดทะเยียนโดเมนเนม เมื่อชำระเงินเรียนร้อยแล้วก็จะมีโดเมนเนมตามที่ได้ขอจดทะเบียนไว้
ส่วนที่ 1 ชื่อของการให้บริการ www คือ การให้บริการแบบเครือข่ายใยแมงมุมที่มีการเชื่อมโยงเอกสารไปได้ทั่วโลก
ส่วนที่ 2 ชื่อของเว็บไซต์ โดยส่วนมากมักจะใช้ชื่อของหน่วยงาน องค์กร หรือชื่ออื่นใดก็ได้ตามความต้องการ
ส่วนที่ 3 ประเภทของโดเมนเนม (Domain Name)
โดเมนเนม (Domain Name) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. Organization Domains โดเมนเนม 2 ระดับ แสดงถึงองค์กร หรือหน่วยงาน
มีลักษณะดังนี้ เช่น www.thai2learn.com , www.berkeley.edu , www.pladib.net
2.Geographical Domains โดเมนเนม 3 ระดับ มีลักษณะดังนี้ www.google.co.th ,www.nvc-korat.ac.th ซึ่งจะแตกต่างจากรูปแบบของ 2 ระดับ คือ หลังจากบอกประเภทขององค์กรแล้วจะตามด้วยชื่อประเทศที่ตั้งขององค์กรนั้น
วิธีการจดทะเบียน Domain Name
วิธีการจดทะเบียนโดเมนเนม (Domain Name) นั้น สามารถกระทำผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือสามารถขอจดทะเบียนผ่านทางบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ โดยถ้าต้องการจดโดเมนเนมแบบ Geographical Domains ก็จะสามารถจดทะเยียนผ่านทาง www.thnic.net แต่ถ้าต้องการจดทะเบียนเป็นแบบ Organization Domains ก็สามารถเลือกจดทะเบียนได้ตามเว็บไซต์ที่เป็นตัวแทน เช่น www.netdesignhost.com
ตัวอย่าง : ขั้นตอนในการจดทะเยียนโดเมนเนมแบบ Organization Domains มีดังต่อไปนี้
1. พิมพ์ www.whois.net
2. เลือกเมนู Domain Name
3. พิมพ์ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ เพื่อตรวจสอบว่าชื่อนี้มีการจดทะเยียนหรือยัง ถ้ามีการจดทะเยียนไปแล้ว เราจะต้องใช้ชื่อใหม่เพราะไม่สามารถที่จะจดทะเยียนด้วยชื่อที่ซ้ำกันได้
4. ถ้าชื่อโดเมนเนมที่เราได้ขอตรวจสอบไปนั้นยังไม่มีผู้ใดใช้อยู่จะแสดงชื่อ เพื่อให้เลือกประเภทขององค์กรที่ต้องการ เช่น kulrapee.com,kulrapee.org,kulrapee.net
5. ให้กำหนด Username และ Password ที่ต้องการใช้ในการจดทะเบียนโดเมนเนม
6. กรอกข้อมูลการลงทะเบียน
7. แสดงข้อมูลการลงทะเบียนมาให้ตรวจสอบอีกครั้ง
8. แสดงรายละเอียดการชำระเงินค่าจดทะเยียนโดเมนเนม เมื่อชำระเงินเรียนร้อยแล้วก็จะมีโดเมนเนมตามที่ได้ขอจดทะเบียนไว้
รหัสการสืบค้นแหล่งข้อมูล
การท่องเที่ยวในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น จะมีเมนูหรือตำแหน่งของการเชื่อมโยง (Link) ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ที่เป็นส่วนย่อยของเว็บไซต์นี้ หรือ เป็นเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บไว้ในกลุ่มข้อมูลต่าง ๆ เมื่อคลิกเข้าไปแล้วบางครั้งเสมือนกับเราได้เปิดประตูเข้าไปข้างในทีละชั้นจนพบกับข้อมูลที่เราต้องการ เมื่อดูที่ช่องที่อยู่ (Address) จะเห็นว่าชื่อของเว็บไซต์นั้นมีชื่อยาวขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ในการสื่อสารบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะถูกกำหนดโดยรหัสสืบค้นแหล่งข้อมูลที่เรียกว่า URL (Uniform Resource Locator) ใช้สำหรับสืบค้นแหล่งข้อมูล
ดังนั้นการใช้ URL ก็เสมือนกับการสั่งให้กระโดดไปยังหน้าที่ต้องการโดยไม่ต้องเปิดเข้าไปหาทีละหน้า เพราะได้ทราบถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการจะจะไปแล้ว
รูปแบบของ URL ที่ใช้กับ Web Server มีดังนี้
การท่องเที่ยวในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น จะมีเมนูหรือตำแหน่งของการเชื่อมโยง (Link) ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ที่เป็นส่วนย่อยของเว็บไซต์นี้ หรือ เป็นเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บไว้ในกลุ่มข้อมูลต่าง ๆ เมื่อคลิกเข้าไปแล้วบางครั้งเสมือนกับเราได้เปิดประตูเข้าไปข้างในทีละชั้นจนพบกับข้อมูลที่เราต้องการ เมื่อดูที่ช่องที่อยู่ (Address) จะเห็นว่าชื่อของเว็บไซต์นั้นมีชื่อยาวขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ในการสื่อสารบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะถูกกำหนดโดยรหัสสืบค้นแหล่งข้อมูลที่เรียกว่า URL (Uniform Resource Locator) ใช้สำหรับสืบค้นแหล่งข้อมูล
ดังนั้นการใช้ URL ก็เสมือนกับการสั่งให้กระโดดไปยังหน้าที่ต้องการโดยไม่ต้องเปิดเข้าไปหาทีละหน้า เพราะได้ทราบถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการจะจะไปแล้ว
รูปแบบของ URL ที่ใช้กับ Web Server มีดังนี้
u v w
หมายเลข u Protocol คือ ชื่อของมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารของเว็บไซต์ เช่น http, ftp, gopher
หมายเลข v Domain Name คือ ส่วนที่ระบุชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บเพจ
หมายเลข w File Locator คือ ตำแหน่งของไฟล์ในเว็บไซต์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่ระบุที่เก็บข้อมูลในเครื่อง 2. ชื่อไฟล์ข้อมูลที่อ้างถึง
การเชื่อมโยงข้อมูล(Link)
เว็บเพจแต่ละหน้าใน World Wide Web จะสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ ทำให้เราสามารถที่จะเรียกดูเว็บเพจอื่นได้โดยการคลิกเมาส์เพื่อกระโดดไปยังข้อมูลที่ต้องการได้ เราสามารถสร้างจุดเชื่อมโยงผ่านทางข้อความ รูปภาพ หรือปุ่มเมนู โดยมีสัญลักษณ์เป็นรูป เพื่อทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่าจุดใดเป็นจุดเชื่อมโยงข้อมูล (Link) เมื่อคลิกเลือกแล้วเว็บเพจที่ถูกเชื่อมโยงไว้จะถูกดึงมาแสดง การเชื่อมโยงข้อมูล (Link) สามารถเชื่อมโยงได้ ดังนี้ 1. การเชื่อมโยงข้อมูลภายในหน้าเว็บเพจเดียวกัน 2. การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บเพจหน้าอื่น ๆ ซึ่งอยู่ภายในเว็บไซต์เดียวกัน 3. การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ
หมายเลข v Domain Name คือ ส่วนที่ระบุชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บเพจ
หมายเลข w File Locator คือ ตำแหน่งของไฟล์ในเว็บไซต์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่ระบุที่เก็บข้อมูลในเครื่อง 2. ชื่อไฟล์ข้อมูลที่อ้างถึง
การเชื่อมโยงข้อมูล(Link)
เว็บเพจแต่ละหน้าใน World Wide Web จะสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ ทำให้เราสามารถที่จะเรียกดูเว็บเพจอื่นได้โดยการคลิกเมาส์เพื่อกระโดดไปยังข้อมูลที่ต้องการได้ เราสามารถสร้างจุดเชื่อมโยงผ่านทางข้อความ รูปภาพ หรือปุ่มเมนู โดยมีสัญลักษณ์เป็นรูป เพื่อทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่าจุดใดเป็นจุดเชื่อมโยงข้อมูล (Link) เมื่อคลิกเลือกแล้วเว็บเพจที่ถูกเชื่อมโยงไว้จะถูกดึงมาแสดง การเชื่อมโยงข้อมูล (Link) สามารถเชื่อมโยงได้ ดังนี้ 1. การเชื่อมโยงข้อมูลภายในหน้าเว็บเพจเดียวกัน 2. การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บเพจหน้าอื่น ๆ ซึ่งอยู่ภายในเว็บไซต์เดียวกัน 3. การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น